ทำความรู้จักกับอาการ Motion Sickness คืออะไร ทำไมถึงเล่นเกมบางแนวแล้วเวียนหัว แต่บางคนกลับไม่มีปัญหานี้ พร้อมวิธีแก้ให้อาการบรรเทาลง
เคยไหม ? อุตส่าห์ซื้อเกมใหม่ที่กราฟิกสวยสมจริงมาเล่น หรือเพิ่งถอยเครื่อง VR มาหมาด ๆ แต่เมื่อเล่นไปได้แค่ไม่กี่นาที กลับรู้สึกมึนหัว คลื่นไส้ จนแทบอยากจะพุ่งไปที่ห้องน้ำ อาการนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และมีคนประสบอยู่จำนวนไม่น้อย โดยอาการดังกล่าวนั้นมีชื่อเรียกว่า Motion Sickness ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกันว่ามันเกิดจากอะไร และมีเทคนิคไหนบ้างที่จะช่วยให้เราเล่นเกมได้นานขึ้นโดยไม่เวียนหัว
Motion Sickness คืออะไร เกิดจากอะไร ?
สาเหตุหลักของอาการนี้เกิดจากความขัดแย้งทางประสาทสัมผัส (Sensory Conflict) ที่สมองของเราได้รับสัญญาณที่ขัดแย้งกัน คือตามองเห็นภาพในจอว่าตัวละครกำลังวิ่ง กระโดด หรือเลี้ยวโค้งอย่างรวดเร็ว แต่หูชั้นในและร่างกายกลับบอกสมองว่าเรากำลังนั่งอยู่นิ่ง ๆ อยู่บนเก้าอี้หรือโซฟา
เมื่อสัญญาณจากตาและระบบการทรงตัวไม่ตรงกัน สมองจะเกิดอาการสับสน และเชื่อว่าร่างกายอาจได้รับสารพิษหรือสิ่งผิดปกติ จึงสั่งการให้เกิดอาการคลื่นไส้และอาเจียนเพื่อขับสารพิษนั้นออกมาตามกลไกวิวัฒนาการ ซึ่งเกมที่มีการหมุนกล้องไว ๆ โดยเฉพาะแนว FPS มักจะมีโอกาสกระตุ้นให้เกิดอาการ Motion Sickness ได้มากกว่าปกติ
ทำไม Motion Sickness ถึงเกิดกับแค่บางคน
ปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนมีความไวต่อ Motion Sickness ไม่เท่ากัน ได้แก่
-
พันธุกรรม
-
อายุ (เด็กและวัยรุ่นมักพบได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่)
-
การพักผ่อนไม่เพียงพอ
-
ความเครียด
-
ไมเกรน
-
ความไวของระบบการทรงตัว
-
การเล่นเกมเป็นเวลานานโดยไม่พัก
ดังนั้น คนที่เล่นเกมเดียวกัน ใช้คอมพิวเตอร์หรือเครื่องเกมรุ่นเดียวกัน ก็อาจมีอาการแตกต่างกันได้ ซึ่งบางคนอาจไม่เคยมีอาการ Motion Sickness เลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่บางคนก็อาจเป็นหนักจนถึงขั้นเล่นเกมบางแนวไม่ได้ไปเลย
อาการของ Motion Sickness
ผู้ที่เป็น Motion Sickness อาการมักจะเริ่มแสดงหลังจากเล่นเกมไปได้ไม่นาน โดยมีสัญญาณเตือนดังนี้
-
ระยะเริ่มต้น : เริ่มรู้สึกล้าสายตา ร้อนวูบวาบตามตัว หรือเริ่มมีเหงื่อซึมตามมือและหน้าผาก
-
ระยะปานกลาง : ปวดหัวตุบ ๆ เวียนศีรษะเหมือนโลกหมุน และเริ่มรู้สึกพะอืดพะอมในท้อง
-
ระยะรุนแรง : คลื่นไส้อย่างหนักจนอาเจียน และอาจรู้สึกมึนงงต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วโมงหลังจากเลิกเล่น
5 เทคนิคปรับ Settings ในเกม ช่วยลดอาการเมา
ก่อนจะถอดใจเลิกเล่น แนะนำให้ลองเข้าไปเช็กการตั้งค่าเหล่านี้ในเกมดู เพราะอาจช่วยบรรเทาอาการ Motion Sickness ให้เบาลงได้
-
ปรับ Field of View (FOV) ให้กว้างขึ้น : เกมแนว FPS ส่วนใหญ่มักตั้งค่า FOV มาแคบ (เช่น 60-75) แนะนำให้ปรับเพิ่มเป็น 90-110 องศา จะช่วยให้มองเห็นพื้นที่รอบข้างมากขึ้นและลดอาการเวียนหัว
-
ปิด Motion Blur : เอฟเฟกต์ภาพเบลอเวลาหันหน้ากล้องไว ๆ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้สมองมึนงง แนะนำให้ปิด (Off) ไปเลย
-
ปิด Camera Shake / Head Bobbing : ระบบกล้องสั่นเวลาวิ่งหรือเดินเพื่อความสมจริง แต่มันคือฝันร้ายของคนเป็น Motion Sickness การปิดระบบนี้จะช่วยให้มุมมองนิ่งขึ้นมาก
-
ล็อกเฟรมเรต (FPS) ให้คงที่ : การที่เฟรมเรตแกว่งขึ้น ๆ ลง ๆ จะกระตุ้นอาการเมาได้ง่ายกว่าเฟรมเรตต่ำแต่คงที่ โดยแนะนำให้ล็อกไว้ในระดับที่สเปกคอมพิวเตอร์ประมวลผลไหวอย่างสม่ำเสมอ
-
เปิดเป้าเล็ง (Crosshair) ไว้เสมอ : การมีจุดนิ่ง ๆ อยู่กลางจอจะช่วยให้สมองมีจุดยึดเหนี่ยว แม้ภาพรอบ ๆ จะเคลื่อนไหวเร็วแค่ไหนก็ตาม
การปรับสภาพแวดล้อมรอบตัว
-
เปิดไฟให้สว่าง : อย่าเล่นเกมในห้องมืด เพราะตาจะจดจ่ออยู่แต่กับความเคลื่อนไหวในจอ การเปิดไฟสว่างจะช่วยให้ตาเห็นสภาพแวดล้อมรอบ ๆ จอที่หยุดนิ่ง ช่วยลดความขัดแย้งของประสาทสัมผัส
-
ใช้พัดลมเป่าตัว : กระแสลมเย็น ๆ ที่เป่าโดนใบหน้าจะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบและส่งสัญญาณให้ระบบประสาทผ่อนคลายลง ช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้
-
ถอยห่างจากจอ : หากใช้จอขนาดใหญ่เกินไปหรือนั่งใกล้เกินไป ตาจะมองเห็นแต่การเคลื่อนไหวจนเต็มขอบเขตสายตา ลองนั่งถอยหลังออกมาอีกนิดเพื่อให้เห็นขอบจอหรือฝาผนังห้องบ้าง
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเริ่มรู้สึกมึน อย่าฝืนเล่นต่อ ให้หยุดทันที เพราะการฝืนเล่นผ่านความเจ็บปวดจะยิ่งทำให้สมองจดจำว่าการเล่นเกมคือความทุกข์ทรมาน และอาจทำให้ครั้งหน้าเมาไวขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้หากมีอาการเวียนศีรษะรุนแรงหรือเรื้อรัง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กระบบการทรงตัวและสายตาเพิ่มเติม
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : gamedeveloper.com, healthline.com, steampowered.com






